วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พระพิมพ์ภาพพระพุทธรูปปางสมาธิ-โบราณวัตถุสมบัติชิ้นสำคัญของชาติที่ราชบุรี


โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นหลักฐานอันแสดงถึงความรุ่งเรืองของชาติที่บรรพชนไทยได้สั่งสมสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยที่นายอารักษ์ สังหิตกุล เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ได้จัดทำหนังสือ "โบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติ" เมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งรวบรวมไว้ 69 รายการ พระพิมพ์ภาพพระพุทธรูปปางสมาธิ ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติราชบุรี นับเป็นโบราณวัตถุที่เป็นสมบัติสำคัญของชาติลำดับที่ 15 ใน 69 รายการนั้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เลขทะเบียนวัตถุ 235/2533 เลขเดิม 7/2534
แบบศิลปะ/สมัย ทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-14
วัสดุ (ชนิด) หินชนวนสีขาว-เทา
ขนาด สูง 10 เซนติเมตร กว้าง 7 เซนติเมตร
ประวัติความเป็นมา ขุดพบภายในเจดีย์หมายเลข 1 เมืองโบราณคูบัว ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี
สถานที่จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จ.ราชบุรี
ลักษณะและสภาพของโบราณวัตถุ
พระพิมพ์สลักจากหินชนวนเป็นภาพพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์แสดงปางสมาธิ ประทับอยู่ภายใต้พระกลดหรือฉัตรขนาบด้วยพระสถูปด้านขวา และธรรมจักรตั้งอยู่บนเสาสูงด้ายซ้าย นับเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะการตั้งธรรมจักรในสมัยทวารวดี ซึ่งพบอยู่ทั่วไปในเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคต่างๆ ของประเทศไทย
คุณค่าที่เสนอให้เป็นโบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติ
เป็นโบราณวัตถุที่มีคุณค่าโดดเด่นทางด้านศิลปะที่มีอยู่เพียงชิ้นเดียวในประเทศ จึงหาได้ยาก และกล่าวได้ว่ามีคุณค่าทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีสมัยประวัติศษสตร์

โบราณสถานหมายเลข 1 ริมห้วยคูบัว เมืองโบราณคูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี
ที่มา :
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. (2547). โบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติ. กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. (หน้า 48-49).
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ความเป็นมางานนมัสการพระมหาธาตุฯ ราชบุรี


วัดมหาธาตุวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี เดิมเรียกว่า วัดหน้าพระธาตุ บ้าง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บ้าง ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรีเก่า หรือ เมืองชัยบุรี( อ่านว่า ไช-ยะ-บุ-รี) ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1325-1760) มหาราชองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมรโบราณร่วมกับอีก 5 เมือง คือ ลโวทยะปุระ (อ่านว่า ละ-โว-ทะ-ยะ-ปุ-ระ คือเมืองลพบุรี) สุวรรณปุระ (อ่านว่า สุ-วัน-ปุ-ระ คือเมืองสุพรรณบุรี) ศัมพูกปัฎฎนพ (อ่านว่า สัม-พูก-กะ-ปัด-ตะ-นะ คือเมืองโกสินารายณ์) ศรีวิชัยสิงหบุรี (อ่านว่า สิง-หะ-บุ-รี คือเมืองสิงห์ กาญจนบุรี) และศรีวิชัยวัชรบุรี (อ่านว่า วัด-ชะ-ระ-บุ-รี)
วัดมหาธาตุวรวิหารนี้ สันนิษฐานว่า สร้างแต่สมัยทวาราวดีราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ไล่เลี่ยกับการสร้างเมืองเก่าราชบุรี ต่อมาได้มีการสร้างศาสนสถานที่เรียกว่าปราสาท ในศิลปเขมรหรือลพบุรี ซ้อนทับ ราวต้นพุทศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง คติจักรวาลของเขมร ต่อมาปราสาทที่สร้างขึ้นนั้นคงหักพังลง จึงมีการสร้างปรางค์องค์ใหม่ ดังปรากฏรูปแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันซ้อนทับต้นสมัยอยุธยาพุทธศตวรรษที่ 20-21
ปรางค์ ประกอบด้วยปรางค์องค์ประธานและปรางองค์บริวาร ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือของปรางค์ประธานมีมุขยื่นออกมาทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้น ฐานเรือนธาตุและสัดส่วนยอดประกอบด้วยลายปูนปั้น ภายในองค์ประธานมีคูหาเชื่อมถึงกัน ผนังส่วนบนเขียนภาพอดีตพระพุทธเจ้า ในซุ้มเรือนแก้วเป็นแถวเรียงต่อกัน ตอนล่างเป็นพุทธประวัติ สันนิษฐานว่าเขียนพร้อมกับสร้างองค์ปรางและซ่อมแซมพร้อมกับองค์ปรางค์ในกาลต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 22 ล้อมด้วยระเบียงคตเป็นชั้นใน 1 ชั้น ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยาบ้าง ก่อนอยุธยาบ้าง รูปปั้นสมัยปัจจุบันบ้าง นอกระเบียงคตทิศตะวันออกเป็นวิหารหลวงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย เนื่องในศิลปะอยุธยาตอนต้น ซึ่งได้รับการซ่อมแซมใหม่เรียกว่า "พระมงคลบุรี" ชั้นนอกมีกำแพงแก้ว ก่อด้วยแลง ทับหลังสลักพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้วด้วยหินทรายสีชมพู ศิลปะเขมรบายน พุทธศตวรรษที่ 18
ปัจจุบัน วัดมหาธาตุวรวิหาร มีเนื้อที่ตั้งวัด 61 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน มีสำนักเรียนบาลี มีสอนอภิธรรม มีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วัดได้แบ่งเขตสำหรับศาสนกิจเป็นเขตๆ ชัดเจน มีพระสงฆ์และแม่ชีที่อยู่จำพรรษาที่วัดนี้รวม 100 ท่านเศษ
งานประจำปีนมัสการพระมหาธาตุ และเวียนเทียนมาฆบูชา นี้เป็นปีที่ 63 ความจริงงานประจำปีคงจะมีนานกว่านี้ ตามที่คนเก่าเล่าให้ฟังว่า ประมาณเดือน 11-12 ซึ่งเป็นช่วงน้ำมาก ประชาชนจะมาทางเรือ มานมัสการพระธาตุ ภายหลังได้เปลี่ยนมาจัดให้ตรงกับวันมาฆบูชา เมื่อปี พ.ศ.2490 จนถึงปัจจุบัน เดิมทางวัดกับทางราชการร่วมกันจัดงาน มีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น แห่โคมประทีป ประกวดโต๊ะหมู่บูชา ทางวัดได้รักษาประเพณีนี้เรื่อยมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงทั้งวัดจัดงานและรูปงาน
ที่มา : คำกล่าวรายงาน ของคณะกรรมการจัดงานนมัสการพระมหาธาตุและอนุรักษ์ประเพณีประจำปีที่ 63 วันศุกร์ที่ 26 ก.พ.2553
อ่านต่อ >>